วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ระบบงาน
1. การ Backup Database ของระบบ Baan
1. Login User ‘root’ ในระบบ Unix
2. Check Baan User ว่าใช้งานระบบอยู่หรือไม่โดยใช้คำสั่ง ps –ef grep bshell ที่ prompt ของ Unix
3. Run Command ./rc.stop ที่ Directory /baanc4/bse/etc เพื่อ Stop BAAN application
4. Run Command onmode –u เพื่อเปลี่ยน mode ของ Informix Database ให้เป็น Quiescent Mode
5. ใส่ Tape ในช่องใส่ Tape เครื่อง Unix Server รอจนไฟ ready ดวงกลางติด
6. Run Command ontape –s ที่ prompt โดยเลือก level ของการ Backup เป็น level 0
7. การ Backup Database จะใช้การ Backup ลง Media Tape ขนาดความจุ 40 Gigabytes 6 ม้วน ตามจำนวนวันทำงานต่อสัปดาห์ และเมื่อเริ่มสัปดาห์ใหม่ จะใช้ Tape ของแต่ละวัน Backup ทับซ้ำอีกครั้งหนึ่งหมายเหตุ : จะทำการ Backup ทุกวันทำงานปกติ ยกเว้นวันอาทิตย์ และวันหยุดประจำปีของบริษัทฯ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของบริษัทฯ เกี่ยวกับการทำงาน
2. การ Backup Application ของระบบ BaanLogin User ‘root’ ในระบบ UnixCheck Baan User ว่าใช้งานระบบอยู่หรือไม่โดยใช้คำสั่ง ps –ef grep bshell ที่ prompt ของ UnixRun
Command ./rc.stop ที่ Directory /baan c4/bse/etc เพื่อ Stop BAAN application
ใส่ Tape ในช่องใส่ Tape เครื่อง Unix Server รอจนไฟ ready ดวงกลางติดเปลี่ยน Directory /baanRun ชุดคำสั่ง tar –cvpf /dev/rmt0 .การ Backup Application จะใช้การ Backup ลง Media Tape ขนาดความจุ 40 Gigabytes 2 ม้วน โดย Backup สลับกันเดือนละครั้งต่อ Tape 1 ม้วน
3. การ Backup System ของระบบ Unix
1. Login User ‘root’ ในระบบ Unix
2. Check Baan User ว่าใช้งานระบบอยู่หรือไม่โดยใช้คำสั่ง ps –ef grep bshell ที่ prompt ของ Unix
3. Run Command ./rc.stop ที่ Directory /baan c4/bse/etc เพื่อ Stop BAAN application
4. Login User ‘informix’ ในระบบ Unix
5. Run Command onmode –u เพื่อเปลี่ยน mode ของ Informix Database ให้เป็น Quiescent Mode
6. Run Command onmode –ky เพื่อ Shutdown Database
7. Login User ‘root’ ในระบบ Unix
8. ใส่ Tape ในช่องใส่ Tape เครื่อง Unix Server รอจนไฟ ready ดวงกลางติด
9. Run Command smit mksysb ที่ prompt ของ unix
10 กำหนดค่า parameter ตามดังรูปตัวอย่างด้านล่าง
11. กด Enter เพื่อเริ่มทำการ Backup System
12. การ Backup System จะใช้การ Backup ลง Media Tape ขนาดความจุ 40 Gigabytes 2 ม้วน โดย Backup สลับกันเดือนละครั้งต่อ Tape 1 ม้วน
1.0 วัตถุประสงค์
1. 1 เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานภายในบริษัท เอส เอ็น อาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้มีการตรวจสอบ และป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะทำลายแฟ้มข้อมูลหรือทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ
2.0 ขอบข่าย
2.1 วิธีปฏิบัติงานนี้ครอบคลุมถึงการป้องกันไวรัสบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในบริษัทฯ และรวมไปถึงสำนักงานสาขากรุงเทพฯ
3.0 คำนิยาม โปรแกรม Norton Antivirus Corporate Edition คือ โปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบ และกำจัดไวรัส ที่จะเข้ามาทำลายแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ภายใน บริษัท เอส เอ็น อาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
4.0 เอกสารอ้างอิงไม่มี
5.0 ความรับผิดชอบ
5.1 หัวหน้าหน่วยฮาร์ดแวร์ หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วยฮาร์ดแวร์ มีหน้าที่ ดำเนินการติดตั้งโปรแกรม Norton Anti Virus พร้อมทั้งทำการ Set และกำหนดเวลาการทำงานของโปรแกรม ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ภายในบริษัทฯ
5.2 หัวหน้าหน่วยฮาร์ดแวร์ หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วยฮาร์ดแวร์ มีหน้าที่ ทำการ Update ผ่านตัว Server NT โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในบริษัทฯ เนื่องจากเป็นการทำงานบน ระบบเครือข่าย (LAN)
5.3 ผู้ที่รับผิดชอบเครื่องคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ ตรวจสอบการทำงานของโปรแกรม Norton Antivirus Corporate Edition หลังจากที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการ Scan Virus เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีวิธีตรวจสอบได้ดังนี้
กรณีบทที่ 14
1.Phishing คือ การโจมตีในรูปแบบของการปลอมแปลงอี-เมล์ (Email Spoofing) และทำการสร้างเว็บไซต์ปลอม เพื่อทำการหลอกลวงให้เหยื่อหรือผู้รับอี-เมล์เปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ อาทิ ข้อมูลของหมายเลขบัตรเครดิต บัญชีผู้ใช้ (Username) และ รหัสผ่าน (Password) หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ
2.Phishing สามารถทำได้โดยการขโมยหรือนำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ตลอดจนรูปลักษณ์ของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง และบัตรเครดิตประเภทต่างๆของผู้ประกอบการ การให้สินเชื่อทางอินเตอร์เน็ต มาประกอบเข้ากับการหลอกลวงเหยื่อหรือผู้ใช้ให้เปิดเผยข้อมูล ซึ่งมีการประเมินเบื้องต้นว่า การโจมตีในรูปแบบของ phishing สามารถหลอกให้เหยื่อร้อยละ 5 ของทั้งหมด เปิดเผยข้อมูลที่ต้องการ นอกจากนี้ ผู้โจมตี (Hacker หรือ Spammer) ยังใช้ยุทธวิธีการหลอกลวงแบบ Social Engineering ประกอบเพิ่มเติม เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เช่น การหลอกลวงชื่ออี-เมล์ เป็นต้นว่า เป็นเรื่องด่วนจากธนาคาร การหลอกลวงว่าบัญชีที่ใช้งานจะหมดอายุ การเสนอสินค้าที่มีดอกเบี้ยต่ำต่างๆ เป็นต้นเนื่องจากการโจมตีแบบ phishing ได้มีการแพร่ระบาดไปในหลายประเทศ ซึ่งทำให้คาดการณ์ได้ว่า อาจมีการแพร่เข้ามาในประเทศไทยในอีกไม่นานนี้ จึงมีความจำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบถึงภัยที่มีความรุนแรงนี้
3.ระวังอี-เมล์หลอกลวงการหลอกลวงให้ลูกค้าธนาคารหลงเชื่อว่ามีอี-เมล์มาจากธนาคาร แจ้งข่าวว่ามีการปรับปรุงฐานข้อมูล ทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้าบางส่วนสูญหาย จึงต้องขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิตเข้าไปใหม่ โดย อี-เมล์ดังกล่าวมีสัญลักษณ์ของธนาคารจริง มี URL ให้คลิกได้โดยมีชื่อโดเมนและ subdirectory เป็นจริงมาก ลูกค้าธนาคารที่คุ้นเคยกับ URL นี้จะพบว่าเหมือน URL ปกติที่ใช้งานจริง แต่เมื่อวิเคราะห์ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว พบว่าข้อความที่เป็น URL ที่ขีดเส้นใต้นั้น (http://web.da-us.citbank.com/signin/citifi/scripts/login2/user_setup/jsp) อันที่จริงได้มีการทำ hypertext link ไปที่ (http://web.da-us.citibank.com/citifi/scripts/@isapi100.info/index.htm) ซึ่งหมายถึงเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่ของธนาคารนั้น แต่เป็น http://isapi100.info/ คาดหมายได้ว่าเป็นเว็บดักให้คนมากรอกข้อมูลบัตรเครดิตคำแนะนำคือ หากมีอี-เมล์เช่นนี้มาถึงท่านและบังเอิญท่านใช้บริการบัตรเครดิตหรือ Internet Banking ของธนาคารนั้นอยู่ ท่านไม่ควรทำอะไรก็ตามที่อี-เมล์นั้นบอกมา ควรติดต่อธนาคารทางและสอบถามด้วยตัวท่านเอง สำหรับผู้ให้บริการ ISP ท่านอาจจะพิจารณาว่าจะสกัดเว็บเช่น isapi100.info หรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าของท่านถูกหลอกเอาข้อมูลบัตรเครดิต ตัวอย่าง phishing จาก http://antiphishing.org/
กรณีศึกษา บทที่ 13
1.เป้าหมายในการจัดการความรู้ของบริษัท ทรู และ ยุทธศาสตร์ของบริษัทเกี่ยวฃ้องกัน อย่างไรจงอธิบาย
ตอบ เป้าหมายในการจัดการความรู้ของบริษัท ทรู และยุทธศาสตร์ของบริษัทเกี่ยวข้องกัน คือ ในการจัดการความรู้ของบริษัท ทรู ได้นำเอากระบวนการจัดการความรู้มาใช้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในองค์การ มีการคัดเลือกหน่วยงานที่เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้แนวคิด มีการกำหนดนิยามความรู้ในองค์การ มีช่องทางการสื่อสารที่มีปะสิทธภาพ มีการกำหนดขั้นตอนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับการปฎิบัติงานจริง มีการฝึกอบรมและส่งเสริมการเรียนรู้ มีการวัดผล มีเครื่องมือชี้วัดที่เหมาะสม มีการยกย่องชมเชยและให้รางวัลโดยมีการส่งเสริมแก่พนักงานที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย
2. เทคโนโลยีสารสนเทสใดบ้างที่มีบทบาทสำคัญต่อองค์การจักการความรู้ของบริษัท ทรู และเทคโนโลยี บล็อก (blog หรือ weblog) จะสามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการสร้าง การแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ได้อย่างไร
ตอบ เทคโนโลยีสารสนเทศที่บริษัท ทรู ได้นำมีบทบาทในการจัดการความรู้และใช้ประโยชน์สำหรับการสร้าง การแลกเปลี่ยและเผยแพร่ความรู้คือระบบการจัดการวารสารอิเล็กทรอนิกสE-mailE-cardโปสเตอร์ (poster) อินทราเน็ต (km wed)
กรณีศึกษาที่ 8
An Executive Information System at Hertz Corporation
1. การกำหนดอัตราค่าเช่ารถแต่ละประเภทต้องพิจารณาปัจจัยใดบ้าง
ตอบ อัตราของคู่แข่งและนำมาเปรียบเทียบการเสื่อมราคาของรถจะไม่เท่ากัน การคงทน เพื่อให้เราขาดทุนน้อย สภาพแวดล้อมแถวนั้นว่ามีคู่แข่งมากหรือไม่ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าเช่ารถของเราและไม่ให้เกิดการได้ไม่คุ้มเสีย จะต้องทำให้กิจการอยู่ได้ด้วย
2. เพราะเหตุใดบริษัทเฮิร์ตซ์จึงนำเอาระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงมาใช้
ตอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการตัดสินใจและเป็นเทคนิคพิเศษ ประหยัดเวลา เพื่อจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ธุรกิจก็จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดร็ว
กรณีศึกษาบทที่ 10
กรณีที่ 1 บริษัทแคททิพิลลาร์ (Caterpilar: CAT) กับระบบสารสนเทศเพพื่อสร้างได้เปรียบในการแข่งขัน
1. คู่แข่งที่สำคัญของบริษัทแคททิพิลลาร์คือบริษัทใด
ตอบ โคมัตซึ (Komatsu) ของประเทศญี่ปุ่น
2. ระบบสารสนเทศช่วยให้บริษัทได้เปรียบทางแข่งขันอย่างไร
ตอบ มีการจัดระบบในบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในด้านการออกแบบและใช้กำลังหุ่นยนต์โปรแกรมช่วยผู้บริหารตัดสินใจให้มากขึ้นถูกต้องแม้นยำ ลดเวลาในการผลิตจาก 45 วัน เหลือเพียง 10 วันเลยประหยัดเวลาทให้ลูกค้าประทับใจมีระบบ Intranat เข้ามาช่วยทำให้มีการ Online สามารถเข้าถึงข้อมูลองค์ได้อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ได้เปรียบผู้แข่งขัน
กรณีที่ 2 ร้าเซเว่น – เลฟเว่น (7-eleven) ในประเทศญี่ปุ่น
1. ปัจจัยใดที่ทำให้ร้านเซเว่น - อีเลฟเว่นในประเทศญี่ปุนประสบความสำเร็จ
ตอบ มีการใช้ระบบสารสนเทศมาช่วยในการเก็บข้อมูลเพื่อเป็นการวิเคราะห์ค้นหาความต้องการของลูกค้าและมีการบริหารจัดการเวลาเพื่อเลือกสินค้าของลูกค้าสามารถนำสินค้าที่ลูกค้าสนใจมาว่างขายในแต่ละช่วงเวลาได้ถูกต้องและเหมาะสมทำให้เกิดผลกำไรตอบแทนและเจาะกลุ่มลูกค้าถูกต้อง
2. เหตุใดสารสนเทศเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าในช่วงเช้าและบ่ายจึงมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการร้านเซเว่น - อีเลฟเว่นในประเทศญี่ปุน
ตอบ เพราะช่วยในการเก็บข้อมูลลูกค้าในช่วงเช้าและบ่ายว่าต้องการสินค้าแบบไหนและช่วยในการจัดหาสินค้ามาขายให้ลูกค้าแต่ละช่วยเวลามีความต้องการไม่เหมือนกันและสถานที่ตั้งร้านมีพื้นที่น้อยเพราะราคาค่าเช่าสูงเราจะได้เตรียมหาสินค้าที่ลูกค้าต้องการแต่ละช่วงเวลามาวางขายได้อย่างเต็มที่คำนวณหาความต้องการของลูกค้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและสร้างรายได้เพิ่มขึ้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
กรณีที่ 3 ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ของบริษัทไฟเซอร์
1. การที่พนักงานขายมีความรู้เกี่ยวกับผลข้างเคียงและประสิทธิผลของยา มีความสำคัญต่อบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer Pharmaceuticals)
ตอบ เพราะจะช่วยแนะนำลูกค้าได้อย่างถูกต้องบอกถึงสรรคุณให้กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำและเป็นการสร้างยอดขายให้กับตัวบริษัท
2. บริษัทไฟเซอร์มีการเพิ่มคุณภาพของการบริหารให้กับลูกค้าอย่างไร
ตอบ บริษัทมีการเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ตทำให้ลูกลูกค้าเขามาดูและสามารถตัดสินใจซื้อสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตได้เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายอีกทางหนึ่ง
กรณีที่ 4 กลยุทธ์บริหารสายการบินราคาประหยัดในแบบของ “นกแอร์”
1. สายการบินนกแอร์มีการนำไอทีมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบคู่แข่งขันอย่างไร
ตอบ 1. ประหยัดบุคลากรในการดำเนินงานเพราะใช้ระบบสารสนเทศมาช่วย
2. มีการเปิดขายตั๋วตลอดเวลาโดยผ่านเว็บไซค์
3. ได้นำไอทีมาช่วยการดำเนินงานทุกส่วนทั้งระบบฟรอนด์เอนด์และแบ็กแอนด์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง ของคนและงานที่เป็นระบบแบบแมนนวลลดลง
4. เอาต์ซอร์สเป็นการใช้พาร์ตเนอร์มาบริการแทน
5. การสำรองที่นั่งสามารถเลือกที่นั่งด้วยตนเองได้ตลอดเวลาถ้าซื้อช่วงที่ถูกเวลาก็จะถูกลงมากกว่าเดิม
2. จากกรอบแนวคิดของไวส์แมน สายการบินนกแอร์มีการใช้ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ในด้านใดบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Stratgy) การใช้ไอทีเหนือคู่แข่ง เช่นการเปิดจองตั๋วด้วยตนเองและสามารถจองได้ตลอดเวลา
กรณีศึกษา การใช้ระบบผู้เชี่ยวชาญที่บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรสAmerican Express
1 ระบบ Authoriszer ’s Assistant ระบบฐานความรู้ที่บริษัทนำมาช่วยงานของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบงานดังกล่าวเป็นระบบผู้เชี่ยวชาญที่สามารถพิจารณาอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้อย่างสทบูรณ์แบบ
2 ในการซื้อสินคาผ่านบัตรเครดิตแต่ละครั้งเมื่อทางร้านค้าติดต่อบริษัทให้มีการอนุมัติยอดการใช้จ่ายระบบผู้เชี่ยวชาญจะไปดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูลมาอย่างรวดเร็วคำแนะนำปัจจัยหลักที่ระบบใช้ในการพิจารณาประกอบด้วย ยอดค่าใช้จ่ายที่ยะงไม่ได้ชำระ ประวัติการใช้จ่ายที่ผ่านมา พฦติกรรมในการซื้อสินค้า และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง หากมีการแจ้งเตือนถึงความไม่ชอบมาพากลจากระบบเกิดขึ้น ระบบจะขอให้ร้านค้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมของลูกค้า
3 ปัจจุบันระบบ Authoriszer’s Assistant ยังคงใช้งานอยู่และสนับสนุนงานของเจ้าหน้าที่พิจารณาอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 300 คนทั่วโลก ฐานความรู้ของระบบได้ถูกปรับแก้ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา
4 บริษัทยังให้บริการทางด้านการเงินอีกหลายรูปแบบ รวมถึงกองทุนการเงินและการประกัน บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรสและสาขาทั่วโลกได้ประสบกับความยากลำบากทางด้านการเงิน เหตุผลหนึ่งก็คือการพัฒนาระบบสารสนเทศ รวมถึงระบบ Authoriszer’s Assistant ด้วย และมีการบูรณาการระบบที่ใช้งานในหลายแผนกเข้าด้วยกัน บริษัทเป็นบริษัทที่มีความสนใจในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
5 บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ได้ตัดสินใจปรับปรุงระบบการอนุมัติวงเงินใหม่ระบบผู้เชี่ยวชาญถูกกำหนดให้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบใหม่ ระบบใหม่ดังกล่าวเป็นระบบผู้เชี่ยวที่ใช้งานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องไอบีเอ็ม( IBM ) ที่ใช้อยู่เดิม เพื่อดึงข้อมูลของลูกค้าจากฐานข้อมูลไอเอ็มเอส( IMS ) ที่มีอยู่แล้วมาประกอบการตัดสินใจของระบบ
กรณีศึกษาที่ 3 โซ่อุปทานของบริษัท เชฟรอน เทคซาโก
1. ระบบที่ใช้ในบริษัทเชฟรอน เทคโก จักว่าเป็นระบบบริหารทรัพยากรองค์การแบบขยายขีดความสามรถ (Extended ERP) อย่างไรให้อธิบายพร้อมยกตัวอย่างจากกรณีศึกษาประกอบ
ตอบ เราะไม่ได้ติดตั้งระบบบริหารโซ่อุปทานทำให้นำระบบ Real Time มาบันทึกสถานีก๊าซ วางแผนระบบสารสนเทศในอนาคต ในปั๊มก๊าซยังมีบริการอื่นๆ อีกหลายอย่างครบวงจรไม่ว่าจะเป็นการล้างรถด้วอุปกรณ์ทันสมัยและอย่างอีกอื่นอีกมายให้เลือกรับบริการ
2. ประโยชน์ที่ทางบริษัทเชฟรอน เทคซาโกได้รับหลังจาการเปลี่ยนระบบมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ การบริหารได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับการจัดสรรก๊าซให้มีเพียงพอทุกปั๊มทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนก๊าซและการกักตุนก๊าซจัดสรรให้ได้ทุกที่และเพียงพอต่อการบริโภคของลูกค้าทุกวัน
3. ท่านจะเสนอแนะแนวทางในการวางแผนระบบ ERP มาใช้ปฏิรูปองค์การธุรกิจอย่างไร
ตอบ แผน ERP ทำให้ผลผลิตมีมากพอต่อการบริโภคของลูกการจัดสรรให้เพียงพอทำให้เรามีโอกาสขยายธุรกิจให้มีขนาดกว้างขึ้นหรือเพิ่มสาขาให้ทั่วประเทศเราสามารถรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภคเราจึงมีการผลิตที่เพียงพอและทำให้เกิดผลกำไรมากขึ้นกับเราเพราะรู้ถึงความต้องการผู้บริโภคไม่เหมือนกันเวลานี้ต้องการอะไรที่ไหนขายดีกว่าเราก็จัดไปที่นั้นเยอะๆทำให้มีโอกาสทางการขายเพิ่มมากขึ้นผลกับมาเราก็ได้มาก
กรณีศึกษาบทที่ 1 ธุรกิจอะไหล่รถยนต์
กรณีศึกษาบทที่ 1 ธุรกิจอะไหล่รถยนต์
1. บริษัทมีวัตถุประสงค์อย่างไรในการนำเอาระบบ ERP มาใช้
ตอบ - เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวผนวกกับการตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้จำหน่ายอะไหล่รถยนต์ทั้ง ญี่ป่น และ ยุโรปบริษัทจึงนำไอที่มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้บริษัทถึงเป้าหมาย
- เพื่อลดปัญหาการให้บริการลูกค้าการให้ส่วนลดได้ทันท่วงที
- เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
2. ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นก่อนเอาระบบมาใช้และเมื่อใช้ระบบ ERP แล้วสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
ตอบ - การบริหารคลังสินค้า จะต้องกำหนดเวลาหรือนัดคิวสั่งส่งของต้องเป็นเวลาทำให้ไม่ตรงความต้องการของลูกค้า เมื่อนำ ERP มาใช้มีการเช่าพื้นที่สร้างคลังสินค้าเพื่อให้รองรับการให้บริการลูกค้าได้ทันใจ
- การตั้งรหัสสินค้าซ้ำซ้อน เมื่อนำระบบ ERP ทำให้มรการจัดการที่ดีมีการจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ให้ดีขึ้นและสะดวกสบายในการหาและจัดเก็บ
- การให้บริการลูกค้า ข้อมูลข่าวสารไม่ค่อยตรงกันพร้อมทำให้ลูกค้าได้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบไม่เกิดความเป็นกลาง การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลข่าวสารที่เหมือนกันถูกต้องและชัดเจน
1. การนำแผน ERP มาใช้ช่วยให้ บริษัทลดค่าใช่จ่ายได้อย่างไร
ตอบ ช่วยในเรื่องการบริหารวัตถุดิบให้มีจำนวนพอเหมาะกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละร้านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถรับรู้ข้อมูลการขายของแต่ละร้านในช่วงเวลาต่างๆไก้อย่างทันทีโดยไม่ต้องรอสิ้นสุดในแต่ละวัน
2. ระบบ ERP ช่วย สนับสนุน การตัดสินใจของผู้บริหารอย่างไร
ตอบ ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำการ วางแผนกลยุทธ์และการกำหนดรายการส่งเสริมการขาย ได้อย่างรวดเร็ว และนำข้อมูลช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นร่วมทั้งสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนการบริหารได้อย่างทันที
วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551
พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติITพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมี"กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ"ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้“ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้หมวด ๑ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลังและไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิดความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษจะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักรพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ หมวด ๒พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็น อุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็นการยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลันหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลงความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐมนตรีมีอำนาจร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องบัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาผู้รับสนองพระบรมราชโองการพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
คำถามบทที่ ๑๔
1. จงอธิบาย เปรียบเทียบ พร้อมยกตัวอย่างของไวรัส เวิร์ม และม้าโทรจัน
ตอบ ไวรัส เวิร์ม คือ โปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่กระจายตัวเอง เช่นเดี่ยวกับไวรัส โดยการแพร่กระจาย จากคอมพิวเตอร์ สู่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ โดยผ่านอีเมล์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์อ่าน เวิร์มจะเริ่มทำงานโดยการคัดลอกตัวเองและส่งผลจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเครื่องของคนอื่น ๆ ที่มีรายชื่ออยู่ใน E-mail เช่น “Nimda, “W32.Sobig”, W32.bugbeor” “W32.blaster” and “love bug” ซึ่งเป็นไฟล์ที่แนบมากับอีเมล์ที่กำหนดหัวเรื่องว่า “Love You”ม้าโทรจัน (Trojan horse) เป็นโปรแกรมรวมแต่แตกต่าง จากไวรัสและเวิร์มที่ ม้าโทรจัน จะไม่กระจายตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์ เครื่องอื่น ๆ แต่ ม้าโทรจันจะแฝงอยู่กับโปรแกรมอื่น ๆ ที่อาจส่งผ่านมาทางอีเมล์ เช่น Ziped_filessexe. เมื่อมีการเรียกใช้ไฟล์ โปรแกรมก็จะลบไฟล์ที่อยู่ในฮาร์ดิสก์
2. สปายแวร์ (Spyware) คืออะไร และมวิธีการติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร
ตอบ คือ ไวรัสที่เป็นไฟล์ภาพกราฟิก มีขนาดเล็กและซ่อนตัวอยู่ที่เว็บเพจ ที่รวบรวมข้อมูลและพฤติกรรมการท่องโลกอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ แล้วส่งข้อมูลเหล่านั้นกลับไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และวิธีการติดตั้งของเครื่อง คอมพิวเตอร์ คือ การติดตั้งจากแผ่น Driver หรือ การดาว์นโหลดจากอินเทอร์เน็ตมา เช่น โปรแกรมAd-aware ,Spycop เป็นต้น
3. ท่านมีวิธีการหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าหมายของสแปมเมลอย่างไร
ตอบ
3.1 เป็นการบล็อกสแปมเมล์ก่อนที่เมล์เหล่านั้นจะถูกส่งไปยังกล่องจดหมาย
3.2 การติดตั้งโปรแกรม แอนตี้สแปม (Anti-Spam Program) ที่ช่วยกรองและกำจัดสแปมเมล์ก่อนที่เมล์เหล่านั้นจะถูกส่งไปยังกล่องเมล์
4. ท่านคิดว่าปัญหาในเรื่องความปลอดภัยใดบ้างที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งานอินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ตในองค์การธุรกิจ และจะมีวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหานั้นอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง
ตอบ คือ ปัญหาในเรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยป้องกันปัญหานั้น คือ ควรมีระบบตรวจสอบการเข้าใช้ เพื่อทำการอนุญาตการใช้ระบบนั้น เช่น การตรวจสอบเสียง ลายนิ้วมือ ฝ่ามอ ลายเซ็น และรูปหน้า เป็นต้น โดยอุปกรณ์จะทำการแปลงลักษณะส่วนบุคคลให้อยู่ในรูปของดิจิทัล แล้วทำการเปรียบเทียบกับข้อมูลใน คอมพิวเตอร์ ถ้าข้อมูลไม่ตรงกับคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ก็จะปฏิเสธการเข้าสู่ระบบ
5. ท่านคิดว่าการทำสำเนาแผ่นซีดีเพลงเป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด และการดาวน์โหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ท่านมีความเห็นอย่างไร
ตอบ คือ การทำสำเนาแผ่นซีดีเพลงเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม เพราะซีดีเพลงที่ได้มานั้น ไม่ได้มาโดยง่ายเลย และยังเป็นลิขสิทธิ์ ของค่ายเพลงนั้นๆ ด้วย และการดาวน์โหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ต ถือว่าผิดจริยธรรมเหมือนกัน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาสูง ดังนั้นการดาว์นโหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นเรื่องปกติ
6. จากเหตุการณ์ต่อไปนี้ จบตอบคำถามผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและสารสนเทศของบริษัทแห่งหนึ่งได้สอดส่องการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของพนักงานบริษัท และพบว่ามีพนักงานจำนวนมากใช้ระบบของบริษัทเพื่องานส่วนตัวข้อความบางส่วนที่ตรวจพบเป็นจดหมายรักบ้าง เป็นข้อมูลการดูผลการแข่งขันฟุตบอลบ้าง ดังนั้นผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยท่านนี้จึงได้เตรียมทำรายงานชื่อพนักงานเหล่านั้น พร้อมยกตัวอย่างข้อความที่ใช้งานกันเพื่อส่งให้กับฝ่ายบริหารต่อไป ผู้จัดการฝ่ายบางคนก็ลงโทษพนักงานในฝ่ายของตนที่ใช้อีเมลในงานส่วนตัว ในขณะที่ฝ่ายพนักงานได้เรียกร้องในเรื่องความเป็นส่วนตัวของการใช้งานระบบอีเมลของบริษัท
ตอบ
6.1 ท่านคิดการที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการฝ่ายสอดส่องเฝ้าดูการใช้อีเมลของพนักงานนั้นเป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ คิดว่าการสอดส่องของผู้บริหารฝ่ายจัดการข้อมูลนั้น ได้ผิดจริยธรรม เพราะว่าพนักงานถึงจะใช้ระบบอีเมล์เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าใช้ในเวลาทำงาน หรือว่าเวลาว่างไม่ควรด่าว่าให้กับพนักงาน
6.2 การใช้อีเมลเพื่อการสื่อสารส่วนตัวของพนักงานเป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่ จงให้เหตุผลประกอบตอบ การใช้อีเมล์เพื่อการสื่อสารส่านตัวของพนักงาน คิดว่า ไม่ผิดจริยธรรม เพราะว่าการใช้อีเมล์ของพนักงาน นอกจากที่ได้กล่าวไว้แล้ว อาจใช้ติดต่อกับลูกค้าเป็นการส่วนตัวก็ได้
6.3 การที่ผู้จัดการฝ่ายดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและสารสนเทศส่งรายชื่อพนักงานที่กระทำผิดในกรณีนี้ให้กับผู้บริหารเป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ การที่ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยได้ส่งรายชื่อพนักงานให้กับผู้บริหาร ไม่ผิดจริยธรรม แต่การทำงานร่วมกันควรตักเตือนก่อนหรือให้คำชี้แนะที่ดีแก่พนักงานเหล่านั้น
6.4 การลงโทษพนักงานที่กระทำผิดในกรณีนี้เป็นการกระทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ การลงโทษพนักงานที่กระทำผิดในกรณีนี้เป็นการกระทำผิดจริยธรรม เพราะว่า การลงโทษพนักงานที่ทำงานมาด้วยกัน ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี นั้น อาจทำให้พนักงานเสียขวัญและกำลังใจในการทำงานก็ได้ และพนักงานบางคนอาจลาออกจากงาน ก็จะส่งผลกระทบในตำแหน่งงานนั้นด้วยตามมา
6.5 ท่านคิดว่าบริษัทควรดำเนินการเช่นใดเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ถูกต้องตอบ คิดว่าบริษัทควรแก้ไขในการดำเนินครั้งนี้ คือ ควรจัดการอบรมให้กับพนักงานทั้งหมดในเรื่องของการใช้อีเมล์ และกำหนดให้ใช้อีเมล์ในการติดต่อกับลูก
คำถามบทที่ ๑๓
1. สารสนเทศกับความรู้คืออะไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ สารสนเทศกับความรู้ต่างกัน คือ ความรู้คือการผสมผสานของประสบการณ์ ส่วนสารสนเทศ คือ ความเข้าใจ ทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมถึงสิ่งที่ได้รับการสั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่สามารถถ่ายทอดให้กับบุคคลอื่น ๆ ได้
2. การจัดการความรู้มีความสำคัญต่อองค์การในปัจจุบันอย่างไร
ตอบ เป็นกระบวนการที่เป้ฯระบบ หมวดหมู่ ง่ายต่อการสรรหา การเลือก การรวบรวมจัดระบบที่คนในองค์การสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อที่จะพัฒนาตนองให้มีความสามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ
3. เทคโนโลยีสารสนเทศมีการถูกนำไปใช้ในการจัดการความรู้ได้อย่างไรบ้าง
ตอบ
3.1 เป็นระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
3.2 การสืบค้นข้อมูลข่าวสาร
3.3 เป็นการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
3.4 เป็นระบบประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์
3.5 การเผยแพร่สื่อผ่านระบบเครือข่าย
3.6 การสนับสนุนการทำงานเป็นทีม
3.7 การแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์
4. เว็บศูนย์รวม (Enterprise Knowledge Portal) และ บล็อก (Blog หรือ Weblog) สำหรับการจัดการความรู้ในองค์การ ต่างกันอย่างไร มีประโยชน์ต่อองค์การอย่างไรบ้าง
ตอบ ต่างกันคือ เว็บศูนย์ (Enterprise Knowledge Portal) เป็นการบูรราการความรู้ กลไกลการรายงาน และทำงานร่วมกัน ส่วน (Blog หรือ Weblog) เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้หรือประสบการณ์ผ่านพื้นที่ Cyber Space ทั่งสองเว็บนี้มีประโยชน์ต่อองค์การ คือเป็นเว็บที่เผยแพร่ความรู้หรือประสบการณ์ เรื่องเล่า ขององค์การ เป็นต้น
5. ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการจัดการความรู้ขององค์การให้ประสบความสำเร็จ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
5.1 การที่ได้รับการสนับสนุนจาก ผู้บริหาร เช่น บริษัท ทรู จะจัดโครงการความรู้ ขึ้นมานั้นต้องได้รับการอนุมัติ หรือการสนับสนุนจากผู้บริหารก่อน โครงการถึงจะเริ่มได้
5.2 มีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น บริษัท ทรู กำหนดว่าการจัดทำโครงการความรู้ ขึ้นมาครั้งนี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และเผยแพร่ความรู้ กับกลุ่มคนในองค์การ
5.3 มีวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ เช่น โครงการความรู้ที่จะจัดขึ้นมานั้น ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องเสนอแนวคิดต่อที่ประชุม หรือการแลกเปลี่ยนความรู้ ในการจัดโครงการความรู้ครั้งนี้
5.4 มีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ทางบริษัท นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำมาจัดโครงการความรู้
5.5 ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ เช่น บริษัท ทรู จัดโครงการความรู้ ขึ้นมา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบให้ดี
5.6 มีการวัดผล เช่น โครงการความรู้ที่จัดทำขึ้นมานั้น ทางบริษัท ต้องจัดคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อตรวจสอบ และวัดผลการจัดโครงการความรู้ครั้งนี้ ให้สามารถที่จะสรุปงานต่อผู้บริหารได้อย่างถูกต้อง
5.7 มีการพัฒนาการจัดการความรู้สม่ำเสมอ เช่น ทางคณะผู้เกี่ยวข้องกับโครงการความรู้ ต้องช่วยการนำแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อ บริษัท มาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์
คำถามบทที่ ๑๒
1. เหตุใดองค์การจึงต้องมีการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ตอบ เพราะการนำระบบสารสนเทศมาช่วยในการดำเนินงานจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งระบบสารสนเทศที่นำมาใช้ในองค์การมีหลากหลายประเภทเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของงานในองค์การต่างๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานบางอย่างให้สามารถพัฒนาระบบได้บรรลุวัตถุประสงค์
2. นักวิเคราะห์ระบบมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบอย่างไร และหากท่านต้องการเป็นนักวิเคราะห์ระบบที่มีคุณภาพท่านควรต้องมีทักษะในด้านใดบ้าง
ตอบ นักวิเคราะห์ระบบมีบทบาทสำคัญ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบ ดังนั้นจึงเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ต้องศึกษาและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบงานและความต้องการของผู้ใช้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และออกแบบระบบใหม่หรือปรับปรุงระบบงานเดิมให้มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ หากต้องการเป็นนักวิเคราะห์ระบบควรมีทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านการวิเคราะห์ ทักษะด้านการบริหารจัดการ ทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร
3. ขั้นตอนในการพัฒนาระบบและผลลัพธ์ที่ได้จากแต่ละขั้นตอนมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ
3.1 การกำหนดและเลือกสรรโครงการ ผลลัพท์ที่ได้คือ
1) อนุมัติโครงการ โดยให้ดำเนินโครงการในขั้นตอนการพัฒนาระบบต่อไป 2) ชะลอโครงการ เนื่องจากองค์การยังไม่มีความพร้อม 3) ทบทวนโครงการ โดยให้นำโครงการไปปรับแก้แล้วจึงนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาใหม่อีกครั้ง 4)ไม่อนุมัติโครงการ หมายถึงไม่มีการดำเนินโครงการนั้นต่อไป
3.2 การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ ผลลัพธ์คือ แผนงานของโครงการและรายงานการสำรวจระบบเบื้องต้น
3.3 การวิเคราะห์ระบบ ผลลัพธ์คือ รายงานการวิเคราะห์ระบบซึ่งแสดงรายละเอียดในการวิเคราะห์ระบบปัจจุบัน ความต้องการของระบบใหม่ ค่าใช้จ่าย แผนงาน และทางเลือกของระบบใหม่ตามที่นักวิเคราะห์ระบบเสนอ
3.4 การออกแบบระบบ ผลลัพธ์คือ รายงานการออกแบบระบบซึ่งจะแสดงการออกแบบระบบทั้งหมด
3.5 การดำเนินการระบบ ผลลัพธ์คือ ระบบใหม่ที่พร้อมจะใช้งาน รายงานประกอบระบบและคู่มือการใช้ระบบ ซึ่งควรมีการประเมินผลหลังการติดตั้งระบบด้วย
3.6 การบำรุงรักษาระบบ เป็นการดูแลบำรุงรักษาระบบเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทำงาน
4. แรงจูงในต่อการเลือกแหล่งภายนอกให้มาพัฒนาหรือดูแลระบบสารสนทเศให้กับองค์การมีอะไรบ้าง และวิธีนี้มีข้อพึงระวังอย่างไร
ตอบ
แรงจูงใจใช้บริการจากแหล่งภายนอก คือ
1. ด้านความคุ้มค่าทางการเงิน
2. ด้านคุณภาพและความยืดหยุ่นในการทำงาน
3. ด้านความสามารถในการแข่งขัน
ข้อพึงระวังในการใช้แหล่งภายนอกมาพัฒนาระบบ คือ
1. อำนาจในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศลดลง
2. การรั่วไหลของข้อมูล
3. ความไม่สนใจติดตาดความรู้ด้านเทคโนโลยี-การพึ่งพิงผู้ให้บริการ
5. ท่านคิดว่าปัจจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จควรประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ ปัจจัยของการพัฒนาระบบสารสนเทศ มีดังนี้
1. การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร
2. มีการกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ชัดเจน
3. ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ
คำถามบทที่ ๑๑
1. อธิบายความหมายของระบบการวางแผนทรัพยากรองค์การและโครงสร้างของระบบ
ตอบ ERPเป็นสารสนเทศที่บูรณาการงานหลักต่าง ๆ ขององค์การเข้าด้วยกันแบบเรียลไทม์ (real – time) เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลหรือสารสนเทศโดยภาพรวมและการตัดสินใจ อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงทีระบบช่วยให้กระบวนการทำงานภายในองค์การเป็นไปโดยอัตโนมัติ รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และสามารถช่วยลดต้นทุนทั้งระบบได้โครงสร้างของ ERP คือ- ซอฟต์แวร์โมดูล- ฐานข้อมูลรวม- ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ- ระบบสนับสนุนการพัฒนาและปรับเปลี่ยน
2. องค์การจะได้รับประโยชน์และมีความท้าทายอย่างไรในการนำระบบ ERP มาใช้
ตอบ กระบวนการบริหารระบบสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆให้กับผู้บริหารอย่างเที่ยงตรง- เทคโนโลยีพื้นฐานช่วยเชื่อมโยงระบบที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน- กระบวนการการทำงานที่รวดเร็ว
3. ขั้นตอนการนำระบบ ERP มาใช้ ในองค์การมีอะไรบ้าง
ตอบ การนำระบบ ERP มาใช้ในองค์การ ประกอบด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือศึกษาและวางแนวคิด- การวางแผนการนำระบบมาใช้- การพัฒนาระบบ- การใช้งานและปรับเพิ่มความสามารถ
4. ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนการตัดสินใจในการเลือกซอฟต์แวร์ ERP มีอะไรบ้าง และให้ยกตัวอย่าง ERP ในท้องตลาดมา 3 ชื่อ
ตอบ
1. พิจารณาว่าการจะใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือไม่
2. ฟังก์ชันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความต้องการในการนำมาใช้ขององค์การ
3. ความยืดหยุ่นในการปรับแก้ซอฟต์แวร์
4. ต้นทุนในการเป็นเจ้าของระบบ
5. การบำรุงรักษาระบบ
6. รองรับการทำงานและเทคโนโลยีในอนาคต
7. ความสามารถของผู้ขายซอฟต์แวร์
5. ความจำเป็นและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการขยายขีดความสามารถของระบบ ERP ให้เชื่อมโยงกับระบบของคู่ค้ามีอะไรบ้าง
ตอบ องค์การหลายแห่งมีการนำเอาซอฟต์แวร์ ERP มาใช้ในองค์การได้ขยายขีดความสามารถของระบบ ให้เชื่อมโยงกับองค์การภายนอกได้เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันและประสานกระบวนการทางธุรกิจระหว่างองค์การ
คำถามบทที่ ๑๐
ตอบ กลยุทธ์ (Strategy) คือ แผนรวมขององค์การที่นำเอาข้อได้เปรียบและจุดเด่นในด้าน ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ และปรับลดจุดด้อย หรือเอาชนะข้อจำกัดที่มีอยู่เพื่อแสวงหาโอกาส และ หลีกเลี่ยงอุปสรรคซึ่งจะทำให้องค์การสามารถอยู่รอดเจริญเติบโตได้ในระยะยาวรวมทั้งสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ เป็นระบบสารสนเทศใด ๆ ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันหรือลดความเสียเปรียบให้องค์การ
2. องค์การสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ใดได้บ้างเพื่อรับมือแรงกดดันทางการแข่งขัน
ตอบ กลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านราคา (Cost Leadership Strategy)
กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy)
กลยุทธ์เน้นกลุ่มเป้าหมาย (Focus Strategy)
3. กิจกรรมของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) มีอะไรบ้าง และจงยกอย่างของระบบ สารสนเทศเชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในแต่ละกิจกรรมตอบ กิจกรรมมีดังนี้กิจกรรมหลัก (Primary Activities)
1. การลำเลียงเข้า (Inbound Logistics)
2. การดำเนินงานหรือการผลิต (Operations)
3. การลำเลียงออก (Outbound Logistics)
4. การตลาดและการขาย (Marketing and Sales)
5.การบริการ (Services)
กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities)
1. โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท (Firm Infrastructure)
2. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)
3. การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Management)
4. การจัดหา (Procrument)
ระบบสารสนเทศจะถูกนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อปรับปรุงกระบวนการการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายหรือเพิ่ม มูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ซึ่งอาจรวมถึงการสร้างสินค้าและบริการใหม่
4.กลยุทธ์ธุรกิจ(Business Strategy) กับกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ (IS Strategy) และกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Strategy) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ตอบ แผนกลยุทธ์ธุรกิจจะเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางของแผนกลยุทธ์ระบบสารเทศ ในขณะที่แผนกลยุทธ์ระบบสารเทศเป็นเครื่องชี้ทางแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ
5. ระบบสารสนเทศระหว่างองค์การ (Interorganizational System: IOS) มีลักษณะอย่างไรและการที่สามารถเข้าดูข้อมูลในระบบได้จะมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์การ
ตอบ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงธุรกิจขององค์การกับบริษัทพันธมิตรเข้าด้วยกัน เช่น การใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์(EDI) หรือ Internet ในการเชื่อมโยงองค์การเข้ากับผู้จัดส่งวัตถุดิบในการผลิตเพื่อให้มีวัตถุเพียงพอ และในระดับที่เหมาสอกับความต้องการ ทำให้ไม่ต้องจัดเก็บวัตถุดิบไว้ในคลังมากเกินความจำเป็นซึ่งเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดก็บวัตถุดิบลง องค์การทำการเชื่อมโยงผู้จัดส่งวัตถุดิบเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศกันและสามารถทำงานร่วมกันได้ ผู้จัดส่งวัตถุดิบสามารถเข้ามาดูข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการผลิตของบริษัททางอิเล็กทรอนิกส์ได้ และ ทำการจัดวัตถุดิบให้ในเวลาที่ต้องการใช้โดยอัตโนมัต ิโดยที่องค์การไม่จำเป็นต้องออกใบสั่งซื้อ ซึ่งช่วยให้ลดขั้นตอนการดำเนินงานจากเดิม ลดการใช้กระดาษและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลงได้ทั้งองค์การและผู้จัดส่งวัตถุดิบจึงเป็นผู้รับผิดชอบในร่วมกันการผลิต
คำถามท้ายบทที่ 8 ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง
1 อธิบายความหมายของ ESS ระบบนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงได้อย่างไร
- ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Support System : ESS) เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจประเภทหนึ่งซึ่งได้รับการพัฒนามาโดยเฉพาะสำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อสันบสนุนการตัดสินใจในปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง ผู้บริหารระดับสูงใช้ระบบ ESS เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็วในการบริหารและตัดสินใจ โดยระบบจะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัยตามความต้องเพื่อในการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ กลยุทธ์ วัตถประสงค์ และเป้าหมาย รวมถึงการวางแผนระยะยาว นอกจากนี้ระบบยังช่วนอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้บริหารและบุคลากรในองค์การและระหว่างองค์การด้วย ระบบ ESS ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถเหมาะสมและง่ายต่อการใช้งาน สอดคล้องกับความต้องการ ทักษะ รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริหาร ระบบ ESS บางครั้งเรียกว่าระบบ EIS ซึ่งเป็นระบบที่ให้สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงเช่นกันแต่ระบบ ESS ระรวมความสามารถเพิ่มเติมด้านการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการและการจัดลำดับงาน
2 ลักษณะข้อมูลและแหล่งข้อมูลสำหรับระดับสูงมีอะไรบ้างจงอธิบาย
- ข้อมูลของผู้บริหารระดับสูงได้มาจากแหล่งภายในและภายนอกองค์การทีมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจข้อมูลเหล่านี้ควรนำมากลั่นกรองและคัดเลือกก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์ทั้งในเชืงปริมาณ และเชิงคุณภาพ
3 ลักษณะของ ESS และความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงต่อความสำเร็จของระบบเป็นอย่างไร
- 1 ให้สารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์
-2 ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน
-3 เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอก
-4 สามารถประมวลผลในรูปแบบที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
-5 พัฒนาเฉพาะสำหรับผู้บริหาร
6 มีระบบรักษาความปลอดภัย
4 Internet ช่วยสนับสนุนการทำงานของ ESS ได้อย่างไร
- เป็นแหล่งรวมข้อมูลสารสนเทศของระบบ ESS ยังเป็นที่สามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างองค์การได้
5 ESS และ DSS แตกต่างกันอย่างไร
- 1 ระบบ DSS จะถูกออกแบบเพื่อให้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง แต่ระบบ EIS จะเน้นการให้สานสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ
-2 ระบบ DSS จะมีส่วนของการใช้งานที่ไม่ง่ายเท่ากับระบบ EIS เนื่องจากระบบอีไอเอาเน้นให้ผู้บริหารระดับสูงสุดใช้เอง
-3 ระบบ DSS สามารถสร้างขึ้นมาบนระบบ DSS เสมือนเป็นระบบซึ่งช่วยให้สอบถามและใช้งานข้อมูลได้สะดวกขึ้น ซึ่งระบบ EISจะส่งต่อการสอบถามนั้นไปยังระบบ DSS และทำการสรุปข้อมูลที่ระบบ DSS ส่งมาให้อยู่ในรูปที่ผู้บริหารสามารถเข้าใจได้ง่าย
บทที่ 7 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
1. อธิบายความหมายและองค์ประกอบหลักของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ หมายถึง การตัดสินใจเป็นบทบาทของผู้บริหารที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจขององค์การการมีสารสนเทศที่ดีและเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูล รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถพิจารณาทางเลือกต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในที่นี้จึงกล่าวถืงระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DecisionSupport System :DSS) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารองค์ประกอบหลัก
1) การใช้ความคิดประกอบเหตุผลเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์ ตรวจสอบแยกแยะและกำหนดรยละเอียดของปัญหาหรือโอกาส
2) การออกแบบเป็นขั้นตอนในการพัฒนาวิเคราะห์ทางเลือกในการปฏิบัติที่เป็นไปได้
3)การคัดเลือกเป็นขั้นตอนที่ผู้ตัดสินใจจะเลือกแนวทางเลือกที่เหมาะสมกับปัยหาและสถารการณ์มากที่สุด
4) การนำไปใช้เป็นขั้นตอนที่นำผลการตัดสินใจแล้วนำไปปฏิบัติและติดตามผลของการปฏิบัติว่ามีประสิทธิภาพหรือมีข้อขัดข้องประการใดและจะต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไร
5) การตรวจสอบประสิทธิภาพในการตัดสินใจ เป็นการตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นหลังจากตัดสินใจว่าเป็นอย่างไรหากมีข้อผิดพลาดสามารถเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเพื่อหาเลือกเลือกใหม่อีกครั้ง
2. ลักษณะและความสามารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
- 1.สนับสนุนการตัดสินใจทั้งในสถานการณ์แบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
-2. สนับสนุนการทำงานของผู้บริหารได้หลายระดับ
-3. สนับสนุนการตัดสินใจแบบเฉพาะบุคคลและแบบกลุ่มได้
-4.สนับสนุนการตัดสินปัญหาที่เกี่ยวพันซึ่งกันหรือปัญหาแบบต่อเนื่อง
-5. สนับสนุนทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ
-6. สนับสนุนการตัดสินใจหลากหลายรูปแบบ
-7. สามารถปรับเข้ากับข้อมูลให้เข้ากับเงื่อนไขต่างๆที่เปลี่ยนแปลงได้มีความยืดหยุ่นสูง
-8. สามารถใช้งานได้ง่าย ด้วยภาษที่เข้าใจง่าย มีภาพประกอบ
-9. เพิ่มประสิทธิผลในการตัดสินใจ ทั้งในด้านความถูกต้อง แม่นยำ ความรวดเร็ว และคุณภาพของการตัดสินใจ
-10.มีการใช้แบบจำลองต่างๆช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์การตัดสินใจ
11สามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลายแหล่งทั้งในองค์กรและนอกองค์กร
3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจขั้นสูงมีความแตกต่างจากระบบผู้เชี่ยวชาญอย่างไรบบสนับสนุนการตัดสินใจขั้นสูงมีความแตกต่างจากระบบผู้เชี่ยวชาญอย่างไร
- ระบบผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ จะทำการตัดสินใจเองเป็นส่วนใหญ่ขอบเขตของปัญหาจะแคบและเฉพาะเจาะจงและมีความสามารถในการใช้เหตุผลและการอธิบายระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้ใช้เป็นคนตัดสินใจแทนระบบขอบเขตของปัญหาจะกว้างและซับซ้อน
4 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่มมีประโยชน์และแตกต่างจากระบบสนับสนุนการตัดสินใจส่วนบุคคลอย่างไร
- การสนับสนุนการตัดสินใจส่วนบุคคล ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆได้ด้วยตนเองระบบการตัดสินใจแบบกลุ่มต้องอาศัยการตัดสินใจในรูปของคณะกรรมการหรือคณะทำงานเนื่องจากปัญหานั้นผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย มีความซับซ้อนมีผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินงานการใช้บุคคลเดียวในการตัดสินปัญหาอาจไม่สามารถทำได้อย่างรอบคอบและถูกต้องจึงต้องอาศัยการทำงานและการตัดสินใจของกลุ่มบุคคล
5 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจนำมาใช้ในด้านการบริการลูกค้าได้อย่างไร จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
-ใช้ในการศึกษารูปแบบการเลือกชื้อสินค้าของลูกค้าเช่นเมื่อลูกค้าชื้อคอมพิวเตอร์ ฝ่ายการตลาดก็จะใช้ข้อมูลในการวางแผนการสนับสนุนการขายสินค้า เมื่อชื้อไปแล้วจะต้องชื้ออะไรเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และจำแนกกลุ่มของลูกค้าที่มาชื้อสินค้าบ่อยๆ ประโยชน์เหล่านี้สามารถใช้ชี้นำเกี่ยวกับการกำหนดราคา การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และการเพิ่มรายได้
บทที่ 6 บทบาทของระบบสารสนเทศในองค์การ
คำถาม
1.ระบบสารสนเทศมีผลกระทบต่อกระบวนการทำงานและโครงสร้างขององค์กรอย่างไร
- ลดระดับขั้นตอนขององค์การ
- มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน
- ลดขั้นตอนการดำเนินงาน
- เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการ
- กำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่
2. องค์การเสมือนจริงมีลักษณะอย่างไร และมีข้อดีอย่างไรเมื่อเทียบกับองค์การทั่วไป
- ลักษณะขององค์การเสมือนจริงมีดังนี้
1. มีขอบเขตขององค์การไม่ชัดเจน
2. ใช้เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
3. มีความเป็นเลิศ
4. มีความไว้วางใจ
5. มีโอกาสทางตลาด
- ข้อดีขององค์การเสมือนจริงเมื่อเทียบกับองค์การทั่วไปคือ เป็นเครือข่ายของ องค์การ เชื่อมโยงกันด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะ ลดต้นทุน สร้างและกระจายสิค้าและบริการ โดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวสถานที่ตั้งขององค์การ
3. ระบบสารสนเทศสามารถจัดเป็นประเภทใดบ้าง อธิบายและยกตัวอย่างระบบสารสนเทศในแต่ละประเภท
- ประเภทของระบบสารสนเทศที่สำคัญมี 3 ประการคือ
1. ระบบสารสนเทศจำแนกตามประเภทธุรกิจ เนื่องมาจากการดำเนินงานขององค์การมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ระบบสารสนเทศจึงต้องมีการออกแบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับลักษณะงานขององค์การเหล่านั้น เช่น ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ระบบสารสนเทศบริหารโรงแรม ระบบสารสนเทศธนาคาร ระบบสารสนเทศโรงภาพยนตร์ ระบบสารสนเทศโรงเรียน
2. ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่งาน เป็นระบบที่จำแนกตามตามลักษณะหรือหน้าที่ของงานหลัก ซึ่งแต่ละระบบสามารถประกอบด้วยระบบสารสนเทศย่อยๆ ที่เป็นกิจกรรมของงานหลัก เช่น ระบบสารสนเทศการตลาด ระบบสารสนเทศการบัญชี ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศการเงิน ระบบสารสนเทศห้องสมุด ระบบสารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ ระบบสารสนเทศการผลิตและสินค้าคงคลัง
3. ระบบสารสนเทศจำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน ผู้บริหารในองค์การระดับที่แตกต่างกัน ( ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหารระดับสูง ) มีความต้องการในการใช้ระบบสารสนเทศที่แตกต่างกัน ดังนั้นระบบสารสนเทศจึงได้ถูกออกแบบให้มีความสอดคล้องกับลักษณะงานและระดับของผู้ใช้งานเพื่อให้สอดคล้องกับการนำสารสนเทศไปใช้ประกอบการบริหารและการตัดสินใจ เช่น ระบบประมวลผลธุรกรรม (TPS) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS) ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (EIS) ระบบสารสนเทศสำนักงาน (OIS) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (ES)
4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน (OIS) แตกต่างจากระบบสารสนเทศการประมวลผลธุรกรรม (TPS) อย่างไร
- ระบบสารสนเทศสำนักงาน (OIS) เป็นระบบสารสนเทศที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารในงานด้านเอกสาร รายงาน จดหมาธุรกิจ การส่งข้อความ การบันทึกตารางนัดหมาย การค้นหาข้อมูลจากเว็บเพจ ส่วน ระบบสารสนเทศการประมวลผลธุรกรรม (TPS) จะทำหน้าที่รวบรวม บันทึกข้อมูลในแฟ้มข้อมูล หรือฐานข้อมูลและประมวลผลข้อมูลที่เกิดจากการทำธุรกรรมและการปฏิบัติงานประจำขององค์การเพื่อนำไปจัดทำระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นๆ
5. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบ TPS, OIS, MIS, DSS และ EIS- ความสัมพันธ์ของระบบสารสนเทศแบบต่างๆ